ความรู้ทางด้านศาสนาคริสต์ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา


ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาแห่งความรัก เพราะพระเจ้าทรงรักมนุษย์ ทรงรักประชากรของพระองค์ทรงสร้างสัตว์ต่างๆขึ้นมาเพื่อรับใช้ เป็นอาหารแก่มนุษย์ และทรงให้มนุษย์ลงสู่นรกเมื่อไม่ศรัทธาในพระเจ้า และเป็นผู้มีความสามารถจ่ายหนี้พระเจ้า (เชื่อว่าคนทุกคนเป็นหนี้พระเจ้าเพราะโลกนี้และชีวิตพระเจ้าเป็นผู้สร้าง) จากรายได้1ใน10ของรายได้ทั้งหมดที่ได้มาต่อพระเจ้าทุกวันอาทิตย์ ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่นับถือศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงมนุษย์โดยใช้เวลาเพียง 6วัน และหยุดพักในวันที่7 คือพระยาเวห์(นิกายโรมันคาทอลิค,นิกายออโธดอกซ์) หรือ พระยะโฮวา(นิกายโปรเตสแตนต์) มีพระเยซูคริสต์เป็นศาสดา คริสต์ศาสนาเชื่อในพระเจ้าหนึ่งเดียวซึ่งดำรงในสามพระบุคคล ในพระลักษณะ”ตรีเอกภาพ” หรือ “ตรีเอกานุภาพ” (Trinity) คือ พระบิดา, พระบุตร และพระจิต(พระวิญญาณบริสุทธิ์) มีพระคัมภีร์คือ พระคริสตธรรมคัมภีร์ หรือ คัมภีร์ไบเบิล (The Bible) ศาสนาคริสต์มีผู้นับถือทั้งหมด 2,100 ล้านคน ถือว่าเป็นศาสนาที่มีจำนวนผู้นับถือมากที่สุดในโลก

ศาสนาคริสต์มีรากฐานมาจากศาสนายูดาย (หรือศาสนายิว) โดยมีเนื้อหาและความเชื่อบางส่วนเหมือนกัน โดยเฉพาะคัมภีร์ไบเบิลฮิบรู ที่คริสตศาสนิกชนรู้จักในชื่อ พันธสัญญาเดิม (The Old Testament) โดยในพระคริสตธรรมคัมภีร์ 5 เล่มแรกจากทั้งหมด 46 เล่มในภาคพันธสัญญาเดิม ที่เรียกว่า เบญจบรรณ/ปัญจบรรพ (Pentateuch) ได้รับการนับถือเป็นพระคัมภีร์ของศาสนายูดาย และศาสนาอิสลาม ด้วยเช่นกัน โดยในพระธรรมหลายตอนได้พยากรณ์ถึงพระเมสสิยาห์ (Messiah) ที่ชาวคริสต์เชื่อว่า คือ พระเยซู เช่น หนังสือประกาศ อิสยาห์ บทที่ 53 เป็นต้น

คริสตชนนั้นมีความเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้าที่มาบังเกิดเป็นมนุษย์ จากหญิงพรหมจรรย์ (สาวบริสุทธิ์) โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เพื่อไถ่มนุษย์ให้พ้นจากความบาปโดยการสิ้นพระชนม์ที่กางเขน และทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายในสามวันหลังจากนั้น และเสด็จสู่สวรรค์ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระบิดา ผู้ที่เชื่อและไว้วางใจในพระองค์จะได้รับการอภัยโทษบาป และจะเข้าสู่การพิพากษาในวันสุดท้ายเหมือนทุกคน แต่จะรอดพ้นจากการถูกพิพากษาให้ตกนรกแต่จะเป็นการพิพากษาเพื่อรับบำเหน็จรางวัลแทนในวันสิ้นโลก (Armageddon) และได้เข้าสู่พระราชัยสวรรค์ แต่ถ้าผู้ใดไม่เชื่อจะถูกปรับโทษหลังความตาย

ความรู้ทางศาสนาคริสต์ของโรมัน คาทอลิกและการปกครองศาสนจักรคาทอลิก

ชื่อโรมัน คาทอลิกมาจากประเพณีที่ถือเอากรุงโรมเป็นศูนย์กลางของคริสต์ศาสนา เป็นสำนักของสันตะปาปา ซึ่งเป็นสังฆราชของกรุงโรมและเป็นหัวหน้าของบรรดาสังฆราชทั่วโลก จึงเป็นหัวหน้าของคริสต์ศาสนนิกชน (โรมันคาทอลิก) ทั่วโลกด้วยคำว่า “คาทอลิก” แปลว่า “สากล” (Universal) หมายถึง ศาสนาที่เป็นของสากลโลกสำหรับชน ทุกชาติ ทุกภาษา และทุกชั้น ในสังคม คริสต์ศาสนนิกชนนิกายโรมันคาทอลิก ไม่ถือว่าตนเองเป็นนิกายหนึ่งของคริสต์ศาสนา แต่ถือเป็นคริสต์ศาสนาที่เที่ยงแท้และสากลสืบเนื่องมาจากอัครสาวก เมื่อไม่ถือว่าเป็น “นิกาย” หนึ่ง แต่ถือว่าเป็นศาสนจักรของพระเยซูที่เที่ยงแท้ จึงถือว่าคริสต์ศาสนนิกชนที่ไม่ใช่โรมันคาทอลิก คือผู้ที่ได้แยกตัวออกไปเพราะความเข้าใจต่างกัน

การปกครองศาสนจักรคาทอลิกนิกายโรมันคาทอลิกวางระเบียบการบริหารการปกครองของศาสนจักรและวินัยสงฆ์ ที่เข้มงวด ในการบริหารมีผู้นำในตำแหน่งสูงสุด คือ สันตะปาปา (Pope) แห่งโรม รองลงมา คือ คาร์ดินัล (Cardinals) ซึ่งเป็นผู้ช่วยสันตะปาปา คัดเลือกมาจากประเทศต่างๆ เพื่อมาทำหน้าที่บริหารโดยตรงที่นครวาติกัน (Vatican) สำหรับการปกครองในแต่ละประเทศแบ่งออกเป็นอัครสังฆมณฑลซึ่งมีอัครสังฆราช (Archbishop) ปกครอง และสังฆมณฑล ซึ่งมีสังฆราช (Bishop) เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ สังฆมณฑลแบ่งเป็นวัดมีเจ้าอาวาสปกครองและมีปลัดเจ้าอาวาสเป็นผู้ช่วย พระสงฆ์ (บาทหลวง) ทุกรูปต้องอยู่ใต้สถาบันการปกครองของศาสนจักรนี้

การปกครองศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 อัครสังฆมณฑล และ 8 สังฆมณฑล มีอัครสังฆราช และสังฆราช (คาทอลิก) อยู่ 10 องค์รวมกันเป็นสภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทย ขึ้นตรงต่อพระสันตะปาปา สำนักวาติกันที่กรุงโรมในปี พ.ศ. 2526 สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 ทรงแต่งตั้งพระคาร์ตินัล อันหมายถึงพระราชาคณะในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการประชุมเลือกพระสันตะปาปา ในจำนวนที่ทรงแต่งตั้งใหม่นี้มีอาร์คบิชอบ หรืออัครสังฆราชของคริสตจักรในประเทศไทยได้รับแต่งตั้งด้วย คืออาร์คบิชอบ ไมเคิล มีชัย กิจบุญชู ซึ่งเป็นพระราชาคณะคริสต์ศาสนาในไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระคาร์ดินัล รูปแรกจากประเทศไทยผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เรียกตนเองว่า คริสตัง นิกายโปรเตสแตนท์ เรียกตนเองว่า คริสเตียน

มาเรียนรู้ความเป็นมาของศาสนาคริสต์ให้มากขึ้น

ศาสนาคริสต์ถือว่าความรักคือสิ่งสูงสุด คือทุกสิ่ง คือพระลักษณะของพระเจ้า คือพระเจ้า พระเจ้าคือความรัก ความรักของพระองค์ไม่มีที่สิ้นสุด ความรักย่อมอดทนนาน และกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีในการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีในความประพฤติชอบ ความรักให้ทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง ความรักไม่มีวันสิ้นสุด เปรียบเสมือนความรักที่พระเยซูมีต่อเรา โดยลงมาตายบนไม้กางเขน ที่หาค่าไม่ได้ และไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่ปรารถนาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับคืนดีกับเราอีก นอกจากนี้ ความรักเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีรักใดจะยิ่งใหญ่กว่านี้อีก คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” และเหตุฉะนั้นจึงตั้งอยู่ 3 สิ่ง ความเชื่อ ความหวังใจและความรัก แต่ความรักยิ่งใหญ่ที่สุด นอกจากนั้นพระคัมภีร์ยังเตือนว่าการมีทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็ดี แต่ถ้าหากปราศจากความรักแล้วจะมีคุณค่าก็หามิได้เลย แม้ข้าพเจ้าจะพูดภาษาแปลกๆที่เป็นภาษามนุษย์หรือทูตสวรรค์ได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง แม้ข้าพเจ้าจะเผยพระวจนะได้ จะรู้ความล้ำลึกทุกอย่างและมีความรู้ทั้งสิ้น และแม้จะมีความเชื่อมากยิ่งที่จะย้ายภูเขาไปได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย แม้ข้าพเจ้าจะบริจาคสิ่งของของข้าพเจ้าทุกอย่างหรือยอมให้เอาตัวไป เผาไฟ(สำเนาโบราณบางฉบับว่า เอาตัวไปเพื่อข้าพเจ้าจะอวดได้) แต่ไม่มีความรัก ก็จะไม่เป็นประโยชน์กับข้าพเจ้า … ความรักไม่มีวันเสื่อมสูญ แม้การเผยพระวจนะก็จะเสื่อมสลายไป แม้การพูดภาษาแปลกๆก็จะเลิกพูดกัน แม้วิชาความรู้ก็จะเสื่อมสลายไป…

พระองค์เอง ยังทรงย้ำอีกว่า คนที่เป็นสาวกของพระองค์ต้องมีความรัก หากไม่มีความรัก ไม่ใช่สาวกของพระองค์ เราให้บัญญัติใหม่ไว้กับพวกท่าน คือให้รักซึ่งกันและกัน เรารักพวกท่านมาแล้วอย่างไร ท่านก็จงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น ถ้าท่านรักกันและกัน ดังนี้แหละทุกคนก็จะรู้ว่าท่านเป็นสาวกของเรา ความรักในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ไม่ใช่การตามใจ แต่คือ การเตือนสติกันด้วยความรักด้วย เพื่อมุ่งปรารถนาให้คนๆนั้นกลับตัวกลับใจเสียใหม่ในเรื่องที่ทำผิดเรารักผู้ใดเราก็ตักเตือนและตีสอนผู้นั้น เหตุฉะนั้นจงมีความกระตือรือร้น และกลับใจเสียใหม่ นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้นและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา

การศึกษาศาสนาคริสต์ความจริงของชีวิตตามแนวศาสนาคริสต์

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดศาสนาหนึ่ง มีลักษณะ เป็นศาสนาเทวนิยม ซึ่งนับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ พระยะโฮวา หรือ พระยาเวห์ คำว่า “คริสต์” มาจากภาษากรีกว่า “คริสตอล” แปลว่า ผู้ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนา ที่เน้นการมอบความรักที่บริสุทธิ์ให้แก่กัน เพราะหลักการขอศาสนาคริสต์ เป็นศาสนา ที่พัฒนาหรือปฏิรูปมาจากศาสนายิว หรือ ยุดาย ดังนั้น การศึกษาศาสนาคริสต์ จึงต้องศึกษาที่ศาสนายูดายก่อนประมาณ 2,000 ปี ก่อนคริสต์กาล ชนเผ่าหนึ่ง เป็นบรรบุรุษ ของชาวยิว ตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ ดินแดนเมโสโปเตเมีย มีหัวหน้าเผ่าชื่อ “อับราฮัมได้อ้างตนว่า ได้รับโองการจากพระเจ้า ให้อพยพ ชนเผ่าไปอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า คานาอัน โดยอับราฮัม กล่าวว่า พระเจ้ากำหนดและสัญญาให้ชนเผ่านี้ เป็นชนชาติ ที่ยิ่งใหญ่ต่อไป การที่พระเจ้าสัญญา จึงก่อให้เกิดพันธสัญญา ระหว่างพระเจ้ากับชนชาวยิว ดังนั้น ในเวลาต่อมา จึงเรียกคัมภีร์ ของศาสนายูดาย และศาสนาคริสต์ว่า “พันธสัญญา” ศาสนาคริสต์ ถือว่า มนุษย์ทุกคน เป็นบุตรของพระเจ้า

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาใหญ่ศาสนาหนึ่งมีคนนับถือมากทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปยุโรปและอเมริกา ได้เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันมีคริสต์ในประเทศไทยมากเป็นอันดับที่ 3 รองลงมาจากพุทธและอิสลาม ซึ่งคำว่า คริสต์ มาจากภาษากรีก

สาระความรู้ชีวิตตามศาสนาคริสต์ ประกอบไปด้วย

หลักสำคัญที่สุดของศาสนาคริสต์ คือ สร้างแสงสว่าง สร้างท้องฟ้า สร้างน้ำ ทะเล สร้างพระอาทิตย์ พระจันทร์สร้างนกและปลา สร้างมนุษย์คนแรก
ลักษณะของคนตามทัศนะศาสนาคริสต์ คือ คนเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง คนเป็นสิ่งสูงศักดิ์ที่สุด คนเป็นฉายาของพระเจ้า ชีวิตของคนขึ้นอยู่กับพระเจ้า
สำหรับพิธีกรรมในการดำเนินชีวิตหรือที่เรียกว่า ศาสนกิจ คือ กิจที่จะต้องทำในศาสนา เช่น พิธีกรรมต่าง มี 7 อย่าง คือ
1.ศีลล้างบาป คือ ผู้ที่จะเข้ามานับถือศาสนาคริสต์จำต้องทำพิธีล้างบาป
2.ศีลกำลัง คือ จะทำกับเด็กโตซึ่งรู้สึกรับผิดชอบแล้ว โดยวางมือทั้ง 2 มือลงบนศีรษะเด็กแล้วเจิมน้ำมันที่หน้าผากเป็นรูปกางเขน
3.ศีลมหาสนิท คือ ชาวคริสต์จะพากันไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์และเมื่อสวดมนต์เสร็จแล้ว
4.ศีลล้างบาป คือ เพื่อสารภาพถึงการทำความผิดนั้น และขออภัยโทษจากพระเจ้า
5.ศีลสมรส คือ โดยให้คู่บ่าวสาวประกาศให้คำมั่นออกมาว่าจะเป็นสามีภรรยากันไปไม่หย่าร้างตลอดชีวิต จะนับถือพระเจ้าชั่วชีวิต
6.ศีลบวช คือ เฉพาะผู้เลื่อมใสมั่นคงและพร้อมทีจะรับใช้พระศาสนาเท่านั้น
7. ศีลเจิมครั้งสุดท้าย คือ จะทำให้เฉพาะคนป่วยหนักใกล้มรณะเพื่อชำระบาปที่ยู่ให้หมดไป

สำหรับในประเทศไทยศาสนาคริสต์ได้เข้ามาก่อนเมื่อปี พ.ศ. 2052 ในสมัยอยุธยา โดยบาทหลวงคนแรกชื่อบาทหลวงพอล มิชชั่นนารีหรือหมอบรัดเลย์ผู้นำแท่นพิมพ์เข้ามาในประเทศไทยเป็นคนแรก หมอแมคคอมิคผู้อุทิศตัวแก่ประชาชนในเมืองเชียงใหม่และตั้งโรงพยาบาลแมคคอมิคในเมืองเชียงใหม่ ในปัจจุบัน คริสตจักรโปรเตสแตนท์ในไทยต่างๆ เช่น คริสตจักรใจสมาน คริสตจักรสามัคคีธรรมกรุงเทพ คริสตจักรร่มเย็น คริสตจักรสืบสัมพันธวงศ์ คริสตจักรน้ำพระทัย คริสตจักรไมตรีจิต คริสตจักรพระพร เป็นต้น

การเรียนรู้ศาสนาคริสต์…พลังสำคัญของชีวิต

ไม่ว่าสังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงมากมายเพียงใด และไม่ว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะก้าวหน้ามากแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังคงมีประสบการณ์ทางศาสนาที่เหตุผลและความรู้สมัยใหม่ยังอธิบายความลี้ลับของประสบการณ์นี้ไม่ได้ ศาสนาจึงยังคงเป็นปรากฏการณ์ที่เรายังมองไม่เห็นชัดเจนเหมือนดวงจันทร์ที่มีเมฆหมอกบัง อย่างไรก็ตามเราคงต้องยอมรับว่าในขณะที่วิทยาศาสตร์เป็นกระแสหลักของสังคมยุคดิจิตัล ศาสนายังมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เช่นเดียวกับในทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา ดังเห็นได้จากจำนวนศาสนิกชนที่มีอยู่ในเวลานี้ มีผู้ประมาณว่า ผู้นับถือศาสนาคริสต์มีจำนวนสองพันล้านคน ศาสนาอิสลามหนึ่งพันสามร้อยล้านคน ศาสนาฮินดูเก้าร้อยล้านคน ศาสนาพุทธสามร้อยหกสิบล้านคน ศาสนาขงจื๊อและศาสนาเต๋ายี่สิบสองล้านคน ศาสนาพื้นเมืองในอัฟริกาเก้าสิบห้าล้านคน ศาสนาซิกส์ยี่สิบสามล้านคน ศาสนายิว (ศาสนายูดาย) สิบสี่ล้านคน ศาสนาบาไฮหกล้านคน ศาสนาเชนและศาสนาชินโต ศาสนาละสี่ล้านคน

ถึงแม้ว่าศาสนามีส่วนที่ลี้ลับอยู่ แต่ก็เป็นปรากฏการณ์ที่ศึกษาได้ การศึกษาศาสนามี ๒ รูปแบบ คือ การศึกษาศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะในกรอบของศรัทธาความเชื่อของศาสนานั้น เช่นการศึกษาศาสนาอิสลามในโรงเรียนปอเนาะ การศึกษาศาสนาพุทธในโรงเรียนสอนศาสนาพุทธวันอาทิตย์ หรือการศึกษาศาสนาคริสต์ในโรงเรียนของมิชชันนารี การศึกษาศาสนาในรูปแบบนี้ในระดับสูง เป็นการศึกษาศาสนา เช่นศาสนาคริสต์ในเชิงวิชาการตามสถาบันการศึกษาขององค์กรศาสนานี้ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสร้างนักวิชาการและนักบวชในศาสนาคริสต์โดยเฉพาะ ในศาสนาคริสต์สถานศึกษาลักษณะนี้มีอยู่ ๒ ประเภท คือ สถานศึกษาที่เป็นอิสระไม่สังกัดมหาวิทยาลัยเรียกว่า เซมินารี (seminary) และที่เป็นหน่วยงานในมหาวิทยาลัยเรียกว่า คณะ/ภาควิชาเทววิทยา (Theology) การศึกษาศาสนาในกรอบของศาสนาคริสต์เท่านั้น แม้จะเป็นประโยชน์แก่การเผยแพร่ศาสนานี้แต่ก็ทำให้ผู้ศึกษาขาดความรู้เกี่ยวกับศาสนาอื่นที่มีผู้นับถืออยู่มากมายเช่นกัน และอาจนำไปสู่การมีอคติต่อศาสนาเหล่านั้นตาม มาได้

รูปแบบที่สองของการศึกษาศาสนาคือ การศึกษาศาสนาในฐานะที่เป็นประสบการณ์ของมนุษย์ในการแสวงหาสิ่งสูงสุด (สิ่งศักดิ์สิทธิ์) มาเติมเต็มชีวิตให้มีคุณค่า และความสุขสูงสุด โดยใช้วิธีการของเหตุผล มีการวิพากษ์วิจารณ์ และการวิเคราะห์แบบวิทยาศาสตร์หรือปรวิสัย พร้อมทั้งนำความรู้จากศาสตร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องเช่น ปรัชญา จิตวิทยา และสังคมวิทยามาใช้ประโยชน์ในการศึกษาศาสนาในปริบทต่างๆ เช่น ปริบททางสังคม วัฒนธรรม จิตวิทยาและปรัชญา