หลักคำสอนและพิธีกรรมที่สำคัญของคริสต์ศาสนา

เกณฑ์ตัดสินที่จะวัดหรือจำแนกแยกแยะว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร เช่นเดียวกับการที่มนุษย์จำเป็นต้องมีมาตราชั่งตวงวัดในการดำเนินชีวิต ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวนี้จะถูกกำหนดขึ้นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และเป็นมาตรฐานสากลที่ถูกยอมรับกันโดยทั่วไปในเรื่องของคุณธรรมความดีความชั่วก็เช่นกัน มนุษย์ต้องมีมาตรฐานสากลที่ทุกคนสามารถยอมรับได้ และมาตรฐานที่จะใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินคุณธรรมหรือจำแนกความดี ความชั่วนั้นก็ไม่มีอะไรดีไปกว่ามาตรฐานของศาสนา ศาสนามีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลในสังคม เพราะศาสนาทุกศาสนามีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทำความดีละเว้นความชั่ว ศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อคนในสังคม

ศาสนาคริสต์ กำเนิดในดินแดนปาเลสไตน์ หรืออิสราเอลในปัจจุบัน ศาสดาคือพระเยซูซึ่งเป็นบุตรของโยเซพและมาเรีย เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดวิวัฒนาการมาจากศาสนายูดาย จึงมีพระเจ้าหรือที่เรียกว่าพระยะโฮวาห์ พระคริสตธรรมคัมภีร์หรือพระคัมภีร์ (Holy Bible) เป็นหลักคำสอนหรือคู่มือในการดำเนินชีวิตของคริสตชน เชื่อว่าพระเจ้าทรงดลใจให้ผู้ประกาศพระวจนะของพระองค์ โดยบุคคลหลากหลาย ต่างยุค ต่างสมัย ต่างอาชีพ ตั้งแต่ กษัตริย์, ธรรมาจารย์, ปุโรหิต, สานุศิษย์, ชาวประมง และสามัญชนผู้มีใจศรัทธาได้เขียนขึ้น พระคัมภีร์มีสองภาค แบ่งเป็นภาคพันธสัญญาเดิมและภาคพันธสัญญาใหม่โดยภาคพันธสัญญาเดิมจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์การสร้างโลกและกำเนิดมนุษยชาติ การกระจายของพงศ์พันธุ์มนุษย์ ประวัติศาสตร์ชนชาติยิว ( ยูดาย) บทนิพนธ์ บทเพลงสรรเสริญนมัสการพระเจ้า และหลักคำสอน คำพยากรณ์แห่งอนาคตของประชาชาติ

นิกายที่สำคัญของศาสนาคริสต์

1. นิกายโรมันคาทอลิก เป็นนิกายที่นับถือและปฏิบัติตามคำสอนของพระเยซู มีพิธีกรรมที่เคร่งครัด มีสันตะปาปา เป็นผู้นำศาสนาสูงสุด
2. นิกายออร์โธดอกซ์ เป็นนิกายที่แยกจากนิกายโรมันคาทอลิก ด้วยเหตุผลทางการเมืองและวัฒนธรรม
3. นิกายโปรแตสแตนต์ เป็นนิกายที่แยกมาจากนิกายโรมันคาทอลิก ผู้ก่อตั้งคือ มาติน ลูเธอร์
พิธีกรรมที่สำคัญคือ ศีลล้างบาป และศีลมหาสนิท ผู้ที่นับถือนิกายนี้เรียกว่า คริสเตียน

พิธีกรรมที่สำคัญของคริสต์ศาสนา

1. พิธีศีลจุ่ม กระทำแก่ทารกเมื่อเริ่มเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน โดยใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์เทลงบนศีรษะเพื่อล้างบาป
2. พิธีศีลล้างบาป เป็นการยืนยันว่าตนยอมรับนับถือศาสนาคริสต์จริง
3. พิธีศีลมหาสนิท เป็นการรับประทานขนมปังและดื่มเหล้าองุ่นเพื่อระลึกถึงเพราะเจ้าที่ทรงสละพระวรกายเพื่อมนุษย์จะได้หลุดพ้นจากบาป
4. พิธีศีลสมรส กระทำแก่คู่บ่าวสาวก่อนการจดทะเบียนสมรส
5. พิธีสารภาพบาป ต้องไปกระทำต่อหน้าบาทหลวงเพื่อสารภาพบาป
6. พิธีเจิมครั้งสุดท้าย กระทำแก่ผู้ป่วย
7. พิธีเข้าบวช เป็นการบวชบุคคลเป็นบาทหลวงในคริสต์ศาสนา

ศาสนาคริสต์มีถิ่นกำเนิดในดินแดนปาเลสไตน์

ศาสนาคริสต์มีถิ่นกำเนิดในดินแดนปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ แต่ไปเจริญรุ่งเรืองในทวีปยุโรปและภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก ได้ชื่อว่าเป็นศาสนาที่มีผู้คนนับถือมากที่สุดในโลกศาสดาผู้ประกาศศาสนา  ศาสนาคริสต์มีวิวัฒนาการมาจากศาสนายูดาย เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยมหรือศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว  คือ พระยะโฮวา  และศาสดาของคริสต์ศาสนา คือพระเยซูพระเยซูทรงเป็นชาวยิว ถือกำเนิดเมื่อปี พ.ศ. ๕๔๓ หรือค.ศ. ๑  เณ หมู่บ้านเบธเลเฮม  แคว้นยูดายห์ ในดินแดนปาเลสไตน์  บิดาของพระเยซูเป็นช่างไม้ชื่อโยเซฟและมารดาชื่อมาเรียหรือมารีอาในวัยเยาว์  พระเยซูเติบโตในหมู่บ้านเล็ก ๆ  แห่งหนึ่ง ในเมืองนาซาเรธ  แคว้นกาลิลี เป็นผู้สนใจศึกษาหลักคำสอนอของศาสนายูดายโดยตลอดมา ครั้นเมื่อทรงมีพระชนม์ได้ ๓๐ พรรษา ทรงรับศีลล้างบาปตามลัทธิของนักบุญโยฮัน  และได้ปลีกตัวไปประทับที่ป่าแห่งหนึ่ง เพื่อบเพ็ญศีลภาวนาเจริญสมาธิและนมัสการพระเจ้า  หลังจากนั้นจึงทรงประกาศศาสนาใหม่เรียกว่า ศาสนาคริสต์

การต่อต้านจากผู้เสียผลประโยชน์ พระเยซูเผยแผ่หลักคำสอนของพระองค์ได้  ๓ ปี มีผู้คนศรัทธาเปลี่ยนมานับถือคริสต์ชนจำนวนมาก จึงเกิดผลกระทบต่อศาสนาเดิมทำให้กลุ่มผู้นำทางศาสนายูดายคิดกำจัดพระองค์ โดยใส่ร้ายพระองค์และฟ้องร้องต่อผู้ปกครองแคว้น ในที่สุด พระเยซูถูกจับและถูกประหารชีวิตด้วยการตรึงร่างกายไว้บนไม้กางเขนรวมพระชนม์ได้ ๓๓ พรรษา  ภายหลังที่สิ้นพระชมน์ บรรดาสาวกได้ร่วมมือกันเผยแผ่หลักคำสอนของพระองค์ต่อไปศาสนาคริสต์ลงรากฐานที่มั่นคงในดินแดนยิว  ผู้คนที่นับถือคริสต์ศาสนาในระยะแรกส่วนใหญ่เป็นชาวยิว ต่อมากได้เผยแผ่เข้าไปในหมู่ชาวกรีกชาวโรมัน ฯลฯ และกลายเป็นศาสนาประจำชาติของอาณาจักรโรมันและประเทศอื่น ๆ ใสยุโปในเวลาต่อมานิกายสำคัญของศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสตือกำเนิดในโลกนี้นานกว่า  ๒,๐๐๐ ปี  มีนิกาย ๆ  ๓ นิกายนิกายโรมันคาทอลิก  เป็นนิกายที่ยึดมั่นคำสอนของพระเยซูโดยเคร่งครัด  มีศูนย์อยู่ที่นครวาติกัน  มีพระสันตะปาปาหรือโป๊ป เป็นประมุข  ผู้นับถือนิกายนี้จะเคารพพระแม่มาเรียหรือนักบุญต่าง ๆนิกายออร์โธด๊อกซ์  มีหลักคำสอนที่เหมือนกับนิกายโรมันคาทอลิกทุกประการ แต่มีความแตกต่างในรูปแบบของพิธีกรรมและระเบียบปฏิบัติของนักบวช เช่น ยินยอมให้นักบวชชั้นผู้น้อยแต่งงานหรือมีครอบครัวได้  ในขณะที่นักบวชทุกระดับของนิกายโรมันคาทอลิกจะใช้ชีวิตสมรสไม่ได้ประการสำคัญ นิกายออร์โธด็อกซ์จะไม่ขึ้นกับสันตะปาปาที่นครวาติกัน  แต่ถือว่าประมุขทางศาสนาของแต่ละประเทศต่างเป็นอิสระและมีฐานะเท่าเทียมกัน

ความรู้ทางด้านศาสนาคริสต์ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา


ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาแห่งความรัก เพราะพระเจ้าทรงรักมนุษย์ ทรงรักประชากรของพระองค์ทรงสร้างสัตว์ต่างๆขึ้นมาเพื่อรับใช้ เป็นอาหารแก่มนุษย์ และทรงให้มนุษย์ลงสู่นรกเมื่อไม่ศรัทธาในพระเจ้า และเป็นผู้มีความสามารถจ่ายหนี้พระเจ้า (เชื่อว่าคนทุกคนเป็นหนี้พระเจ้าเพราะโลกนี้และชีวิตพระเจ้าเป็นผู้สร้าง) จากรายได้1ใน10ของรายได้ทั้งหมดที่ได้มาต่อพระเจ้าทุกวันอาทิตย์ ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่นับถือศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงมนุษย์โดยใช้เวลาเพียง 6วัน และหยุดพักในวันที่7 คือพระยาเวห์(นิกายโรมันคาทอลิค,นิกายออโธดอกซ์) หรือ พระยะโฮวา(นิกายโปรเตสแตนต์) มีพระเยซูคริสต์เป็นศาสดา คริสต์ศาสนาเชื่อในพระเจ้าหนึ่งเดียวซึ่งดำรงในสามพระบุคคล ในพระลักษณะ”ตรีเอกภาพ” หรือ “ตรีเอกานุภาพ” (Trinity) คือ พระบิดา, พระบุตร และพระจิต(พระวิญญาณบริสุทธิ์) มีพระคัมภีร์คือ พระคริสตธรรมคัมภีร์ หรือ คัมภีร์ไบเบิล (The Bible) ศาสนาคริสต์มีผู้นับถือทั้งหมด 2,100 ล้านคน ถือว่าเป็นศาสนาที่มีจำนวนผู้นับถือมากที่สุดในโลก

ศาสนาคริสต์มีรากฐานมาจากศาสนายูดาย (หรือศาสนายิว) โดยมีเนื้อหาและความเชื่อบางส่วนเหมือนกัน โดยเฉพาะคัมภีร์ไบเบิลฮิบรู ที่คริสตศาสนิกชนรู้จักในชื่อ พันธสัญญาเดิม (The Old Testament) โดยในพระคริสตธรรมคัมภีร์ 5 เล่มแรกจากทั้งหมด 46 เล่มในภาคพันธสัญญาเดิม ที่เรียกว่า เบญจบรรณ/ปัญจบรรพ (Pentateuch) ได้รับการนับถือเป็นพระคัมภีร์ของศาสนายูดาย และศาสนาอิสลาม ด้วยเช่นกัน โดยในพระธรรมหลายตอนได้พยากรณ์ถึงพระเมสสิยาห์ (Messiah) ที่ชาวคริสต์เชื่อว่า คือ พระเยซู เช่น หนังสือประกาศ อิสยาห์ บทที่ 53 เป็นต้น

คริสตชนนั้นมีความเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้าที่มาบังเกิดเป็นมนุษย์ จากหญิงพรหมจรรย์ (สาวบริสุทธิ์) โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เพื่อไถ่มนุษย์ให้พ้นจากความบาปโดยการสิ้นพระชนม์ที่กางเขน และทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายในสามวันหลังจากนั้น และเสด็จสู่สวรรค์ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระบิดา ผู้ที่เชื่อและไว้วางใจในพระองค์จะได้รับการอภัยโทษบาป และจะเข้าสู่การพิพากษาในวันสุดท้ายเหมือนทุกคน แต่จะรอดพ้นจากการถูกพิพากษาให้ตกนรกแต่จะเป็นการพิพากษาเพื่อรับบำเหน็จรางวัลแทนในวันสิ้นโลก (Armageddon) และได้เข้าสู่พระราชัยสวรรค์ แต่ถ้าผู้ใดไม่เชื่อจะถูกปรับโทษหลังความตาย

ความรู้ทางศาสนาคริสต์ของโรมัน คาทอลิกและการปกครองศาสนจักรคาทอลิก

ชื่อโรมัน คาทอลิกมาจากประเพณีที่ถือเอากรุงโรมเป็นศูนย์กลางของคริสต์ศาสนา เป็นสำนักของสันตะปาปา ซึ่งเป็นสังฆราชของกรุงโรมและเป็นหัวหน้าของบรรดาสังฆราชทั่วโลก จึงเป็นหัวหน้าของคริสต์ศาสนนิกชน (โรมันคาทอลิก) ทั่วโลกด้วยคำว่า “คาทอลิก” แปลว่า “สากล” (Universal) หมายถึง ศาสนาที่เป็นของสากลโลกสำหรับชน ทุกชาติ ทุกภาษา และทุกชั้น ในสังคม คริสต์ศาสนนิกชนนิกายโรมันคาทอลิก ไม่ถือว่าตนเองเป็นนิกายหนึ่งของคริสต์ศาสนา แต่ถือเป็นคริสต์ศาสนาที่เที่ยงแท้และสากลสืบเนื่องมาจากอัครสาวก เมื่อไม่ถือว่าเป็น “นิกาย” หนึ่ง แต่ถือว่าเป็นศาสนจักรของพระเยซูที่เที่ยงแท้ จึงถือว่าคริสต์ศาสนนิกชนที่ไม่ใช่โรมันคาทอลิก คือผู้ที่ได้แยกตัวออกไปเพราะความเข้าใจต่างกัน

การปกครองศาสนจักรคาทอลิกนิกายโรมันคาทอลิกวางระเบียบการบริหารการปกครองของศาสนจักรและวินัยสงฆ์ ที่เข้มงวด ในการบริหารมีผู้นำในตำแหน่งสูงสุด คือ สันตะปาปา (Pope) แห่งโรม รองลงมา คือ คาร์ดินัล (Cardinals) ซึ่งเป็นผู้ช่วยสันตะปาปา คัดเลือกมาจากประเทศต่างๆ เพื่อมาทำหน้าที่บริหารโดยตรงที่นครวาติกัน (Vatican) สำหรับการปกครองในแต่ละประเทศแบ่งออกเป็นอัครสังฆมณฑลซึ่งมีอัครสังฆราช (Archbishop) ปกครอง และสังฆมณฑล ซึ่งมีสังฆราช (Bishop) เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ สังฆมณฑลแบ่งเป็นวัดมีเจ้าอาวาสปกครองและมีปลัดเจ้าอาวาสเป็นผู้ช่วย พระสงฆ์ (บาทหลวง) ทุกรูปต้องอยู่ใต้สถาบันการปกครองของศาสนจักรนี้

การปกครองศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 อัครสังฆมณฑล และ 8 สังฆมณฑล มีอัครสังฆราช และสังฆราช (คาทอลิก) อยู่ 10 องค์รวมกันเป็นสภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทย ขึ้นตรงต่อพระสันตะปาปา สำนักวาติกันที่กรุงโรมในปี พ.ศ. 2526 สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 ทรงแต่งตั้งพระคาร์ตินัล อันหมายถึงพระราชาคณะในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการประชุมเลือกพระสันตะปาปา ในจำนวนที่ทรงแต่งตั้งใหม่นี้มีอาร์คบิชอบ หรืออัครสังฆราชของคริสตจักรในประเทศไทยได้รับแต่งตั้งด้วย คืออาร์คบิชอบ ไมเคิล มีชัย กิจบุญชู ซึ่งเป็นพระราชาคณะคริสต์ศาสนาในไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระคาร์ดินัล รูปแรกจากประเทศไทยผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เรียกตนเองว่า คริสตัง นิกายโปรเตสแตนท์ เรียกตนเองว่า คริสเตียน

มาเรียนรู้ความเป็นมาของศาสนาคริสต์ให้มากขึ้น

ศาสนาคริสต์ถือว่าความรักคือสิ่งสูงสุด คือทุกสิ่ง คือพระลักษณะของพระเจ้า คือพระเจ้า พระเจ้าคือความรัก ความรักของพระองค์ไม่มีที่สิ้นสุด ความรักย่อมอดทนนาน และกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีในการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีในความประพฤติชอบ ความรักให้ทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง ความรักไม่มีวันสิ้นสุด เปรียบเสมือนความรักที่พระเยซูมีต่อเรา โดยลงมาตายบนไม้กางเขน ที่หาค่าไม่ได้ และไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่ปรารถนาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับคืนดีกับเราอีก นอกจากนี้ ความรักเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีรักใดจะยิ่งใหญ่กว่านี้อีก คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” และเหตุฉะนั้นจึงตั้งอยู่ 3 สิ่ง ความเชื่อ ความหวังใจและความรัก แต่ความรักยิ่งใหญ่ที่สุด นอกจากนั้นพระคัมภีร์ยังเตือนว่าการมีทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็ดี แต่ถ้าหากปราศจากความรักแล้วจะมีคุณค่าก็หามิได้เลย แม้ข้าพเจ้าจะพูดภาษาแปลกๆที่เป็นภาษามนุษย์หรือทูตสวรรค์ได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง แม้ข้าพเจ้าจะเผยพระวจนะได้ จะรู้ความล้ำลึกทุกอย่างและมีความรู้ทั้งสิ้น และแม้จะมีความเชื่อมากยิ่งที่จะย้ายภูเขาไปได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย แม้ข้าพเจ้าจะบริจาคสิ่งของของข้าพเจ้าทุกอย่างหรือยอมให้เอาตัวไป เผาไฟ(สำเนาโบราณบางฉบับว่า เอาตัวไปเพื่อข้าพเจ้าจะอวดได้) แต่ไม่มีความรัก ก็จะไม่เป็นประโยชน์กับข้าพเจ้า … ความรักไม่มีวันเสื่อมสูญ แม้การเผยพระวจนะก็จะเสื่อมสลายไป แม้การพูดภาษาแปลกๆก็จะเลิกพูดกัน แม้วิชาความรู้ก็จะเสื่อมสลายไป…

พระองค์เอง ยังทรงย้ำอีกว่า คนที่เป็นสาวกของพระองค์ต้องมีความรัก หากไม่มีความรัก ไม่ใช่สาวกของพระองค์ เราให้บัญญัติใหม่ไว้กับพวกท่าน คือให้รักซึ่งกันและกัน เรารักพวกท่านมาแล้วอย่างไร ท่านก็จงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น ถ้าท่านรักกันและกัน ดังนี้แหละทุกคนก็จะรู้ว่าท่านเป็นสาวกของเรา ความรักในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ไม่ใช่การตามใจ แต่คือ การเตือนสติกันด้วยความรักด้วย เพื่อมุ่งปรารถนาให้คนๆนั้นกลับตัวกลับใจเสียใหม่ในเรื่องที่ทำผิดเรารักผู้ใดเราก็ตักเตือนและตีสอนผู้นั้น เหตุฉะนั้นจงมีความกระตือรือร้น และกลับใจเสียใหม่ นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้นและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา